POLICETV สถานีทีวีเพื่อประชาชน

ประวัติตํารวจไทย

เปิดอ่าน 1,275 views

กิจการตำรวจไทยที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงโปรดเกล้าฯ ตราระเบียบการปกครองบ้านเมืองเป็น 4 เหล่า หรือ จตุสดมภ์ อันได้แก่ กรมเวียง กรมวัง กรมคลัง กรมนา ซึ่งสำหรับกิจการของตำรวจนี้ขึ้นอยู่กับกรมเวียง มีเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายกอัครมหาเสนาบดีเป็นผู้บังคับบัญชา แบ่งออกเป็นตำรวจนครบาลและตำรวจภูธร ส่วนตำรวจหลวงให้ขึ้นอยู่กับกรมวัง มีเจ้าพระยาธรรมาธิบดีศรีรัตนมณเฑียรบาลเป็นผู้บังคับบัญชา และสำหรับการคัดเลือกบุคคลที่จะเป็นตำรวจได้นั้น มีเอกสารยืนยันหลายชิ้นว่าจะเลือกจากผู้ที่มีชาติกำเนิด สืบเชื้อสายมาจากตระกูลที่ได้ทำคุณความดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และต้องเป็นบุคคล ที่ทรงวางพระราชหฤทัยซึ่งการบังคับบัญชาตำรวจก็ต้องขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะแต่พระองค์เดียว และกิจการตำรวจในยุคนี้มีหน้าที่ในวงจำกัดทำให้ส่งผลต่อการขยายส่วนการปกครองไปในส่วนอื่นๆ แต่เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมากขึ้น กรมตำรวจจึงได้รับความสนใจให้ปรับปรุงรูปแบบเพื่อพัฒนาไปตามแบบอย่างประเทศตะวันตก

 

กิจการตำรวจไทยในยุคปฏิรูปการปกครองนั้นอยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2403 ถึง พ.ศ. 2475 เป็นสมัยที่ได้มีการปฏิรูปการปกครองประเทศไทยอย่างขนาดใหญ่ในทุกๆ ด้าน ซึ่งได้เริ่มดำเนินงาน มาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยในปี พ.ศ. 2405 ได้ว่าจ้าง กัปตัน เอส.เย.เบิร์ด เอมส์ (Captain Sammoal Joseph Bird Ames) ชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์เป็น หลวงรัฐยาภิบาลบัญชา มาเป็นผู้พิจารณาวางโครงการจัดตั้งกองตำรวจ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเขตนครหลวง ตามแบบอย่างยุโรปขึ้นเป็นครั้งแรก ต่อมาก็ได้จัดตั้งตำรวจภูธรขึ้นในรูปทหารโปลิศ เมื่อ พ.ศ. 2419 สำหรับเป็นกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยในส่วนภูมิภาคต่อมาใน พ.ศ. 2420 ได้เปลี่ยน “กองทหารโปลิ”  เป็น “กรมกองตระเวนหัวเมือง” จนถึงปี พ.ศ. 2440 ได้ตั้ง “กรมตำรวจภูธร” ขึ้นแทนกรมกองตระเวนหัวเมือง  โดยมีพลตรีพระยาวาสุเทพ (ยี.เชา.) เป็นเจ้ากรมตำรวจภูธรโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร มณฑลนครราชสีมา ต่อมาปี พ.ศ. 2444 ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมาเพื่อผลิตนายตำรวจ ออกรับราชการตำแหน่งผู้บังคับหมวดในส่วนภูมิภาค หลังจากนั้น พ.ศ. 2447 ได้ย้ายมาตั้งที่ตำบลห้วยจรเข้ อำเภอเมืองนครปฐม ก็ถือกันว่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ซึ่งตั้งขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้นกำเนิดของโรงเรียนนายร้อยตำรวจในปัจจุบัน

 

ต่อมาเมื่อทางทหารได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ทางตำรวจภูธรก็ได้ขออนุมัติใช้กฎหมาย ฉบับนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2448 เกณฑ์คนเข้าเป็นตำรวจด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อได้จัดตั้งกรมตำรวจภูธรขึ้นแล้ว

ก็ได้พยายามขยายการตำรวจไปยังหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคตามลำดับ เพื่อให้มีกำลังตำรวจ สำหรับป้องกันปราบปรามโจรผู้ร้าย อำนวยความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่ประชาชาชน ประจำการอยู่ที่โรงพัก

ทางด้านตำรวจนครบาลก็ได้ว่าจ้าง นาย อีริค เซนต์ เจ.ลอซัน (Mr. Eric Saint J.Lawson) ชาวอังกฤษ เข้ามาช่วยอีกคนหนึ่งกิจการตำรวจในยุคนี้ขึ้นอยู่กับ 2 กระทรวงคือ กระทรวงนครบาล (กรมพลตระเวน หรือ ตำรวจนครบาล) และกระทรวงมหาดไทย (กรมตำรวจภูธร) และต่อมาได้รวมเป็นกรมเดียวกันภายใต้การบังคับบัญชาของอธิบดีคนเดียวกันเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม

พ.ศ. 2458 เรียกว่า “กรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวน” กรมตำรวจจึงถือว่าวันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันตำรวจ ซึ่งในปลายปีนั้นเอง ได้เปลี่ยนเป็น “กรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาล” ยกฐานะเจ้ากรมขึ้นเป็นอธิบดีอาคารโรงเรียนพลตำรวจปทุมวัน เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๐ ในสมัย รัชกาลที่ ๗ ซึ่งต่อมาได้ใช้เป็นที่ตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจชั่วคราวต่อมาในปี พ.ศ. 2465 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รวมกระทรวงนครบาลกับกระทรวงมหาดไทยเข้าเป็นกระทรวงเดียวกัน เรียกว่า กระทรวงมหาดไทย กรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาลจึงโอนมาขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย และในปี พ.ศ. 2469 ได้เปลี่ยนนามกรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาลเป็น “กรมตำรวจภูธร” แต่ยังคงแบ่งตำรวจออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ตำรวจนครบาล คือ ตำรวจที่จับกุมโจรผู้ร้ายไต่สวน ทำสำนวนฟ้องศาลโปลิศสภาโดยตรง ตำรวจภูธร คือ ตำรวจที่จับกุมผู้ร้ายแล้วส่งให้อำเภอไต่สวนทำสำนวนให้อัยการฟ้องศาลอาญาประจำจังหวัดนั้นๆ จนกระทั่ง พ.ศ. 2475 จึงได้เปลี่ยนนามกรมตำรวจภูธรเป็น “กรมตำรวจ” หลังจากนั้นกิจการตำรวจก็ได้ขยับขยายไปอย่างรวดเร็ว กรมตำรวจ มีความจำเป็นที่ต้องผลิตนายตำรวจ ออกไป ปฏิบัติหน้าที่ ตามความต้องการ มากขึ้น นายตำรวจภูธรที่มีใช้อยู่เดิมก็ใช้คนในกรมพลตระเวนห้วเมืองกับ นายทหารบกที่ ขอโอนมาจากกระทรวงกลาโหม นายตำรวจภูธรที่จะได้มาใช้อีก ในกิจการ ขยายกองตำรวจภูธร ไปตามเมืองต่าง ๆ มีไม่พอ นายทหารบกจากกระทรวงกลาโหมก็ไม่มีเพียงพอที่จะแบ่งมาให้ได้อีก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรงเรียนตำรวจภูธร

ดังนั้น ตำรวจภูธรก็เห็นความจำเป็นจะต้องมีโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรขึ้น เพื่อผลิตนายตำรวจเอง จึงเสนอความคิดเห็นอันนี้ต่อเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยก็มีความเห็นชอบด้วย ดังนั้น กรมตำรวจภูธรจึงได้กำหนดตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจขึ้นที่กองตำรวจภูธรมณฑล นครราชสีมา มาเป็นการชั่วคราว ซึ่งการเรียนในสมัยนั้นมีกำหนดเวลาไม่แน่นอน คือ เรียน ๓ เดือนบ้าง ๕ เดือนบ้าง ๘ เดือนบ้าง หลักสูตรที่ใช้เรียนก็มีวิชาการหมาย วิชาข้อบังคับ วิชาแผนที่ แบบฝึกหัดวิชาบัญชี และวิชาเลขและหนังสือไทยเป็นต้นเมื่อความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมืองรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วกรมตำรวจ มีความจำเป็น ที่จะผลิต นายตำรวจ ออกไปปฏิบัติหน้าที่ ตามความต้องการ มากขึ้น สถานที่ ในโรงเรียนกรุงเทพฯ คือ โรงเรียนนายหมวด มีอาคาร ไม่สมบูรณ์ สนามยิงปืน ไม่มีเป็นของตนเอง ส่วนที่ห้วยจรเข้ นครปฐม มีอาคารสถานที่ สมบูรณ์ แม้จะห่างไกล จากกรุงเทพฯ ก็สามารถเดินทางไป โดยรถไฟ สะดวกสบาย ใช้เวลาเพียง ๒ ชั่วโมง เท่านั้นจึงได้ย้ายโรงเรียนนายร้อยตำรวจจากนครราชสีมา ไปตั้งที่ห้วยจรเข้ จังหวัดนครปฐมมัยที่ ๒ ระหว่าง พ.ศ.๒๔๖๔ – ๒๔๗๖ กรณีที่การคัดเลือกบุคคลเข้าเรียนรับผู้มีความรู้สูงขึ้น โดยต้อง สำเร็จมัธยมศึกษาปีที่ ๖ และปีที่ ๘ ตามลำดับ ผู้สมัครต้องสมัครด้วยตนเอง มีผู้มีหลักฐานรับรองรวมทั้งรับรองว่ามีความประพฤติดี ผ่านการตรวจของแพทย์รับรองว่าปราศจากโรคร้ายแรงหรือโรคอันน่ารังเกียจ ร่างกายแข็งแรงเมื่อสมัครกันมาก ในสมัยแรกตั้งกรรมการสอบคัดเลือกไปจากกรมตำรวจ วิชาที่สอบใช้วิชาสามัญต่อมาภายหลังไม่มีการสอบคัดเลือกบางครั้งก็สอบคัดเลือก ทั้งนี้สุดแต่ความเหมาะสมแต่ละปีไปซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บังคับการโรงเรียนเป็นผู้พิจารณา และเสนอเจ้ากรมตำรวจภูธรเป็นผู้พิจารณาชี้ขาดด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อชี้ขาดแล้วผู้สมัครก็มีสิทธิเข้าเป็น นักเรียนนายร้อยตำรวจห้วยจรเข้ สำหรับปีการศึกษาของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ห้วยจรเข้สมัยที่ ๒ นั้น แบ่งออกเป็น ๓ ชั้นเรียน เวลาเรียนชั้นละ ๑ ปีรวมเวลาเรียน ๓ ปี เมื่อสอบได้สำเร็จแล้ว ออกรับราชการ เป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรการสอบไล่ปีหนึ่ง แบ่งออกเป็น๒ ภาค สอบ ๒ ครั้ง ภาคกลางปีและปลายปี ภาคหนึ่งต้องสอบไล่ ไม่ต่ำกว่า ๕๐ % และ รวมคะแนนทั้งหมด ไม่ต่ำกว่า ๖๐% จึงจะถือว่าสอบไล่ได้ การสอบแต่ละครั้ง ถือตามระเบียบวินัยเคร่งครัดมาก หากนักเรียนนายร้อยตำรวจคนใดฝ่าฝืนระเบียบวินัย เป็นต้องไล่ออกทุกคนไม่มีการผ่อนผันในเรื่องนี้ อีกประการหนึ่ง การสอบไล่แต่ละคราว ไม่มีการแจ้งให้นักเรียน ทราบล่วงหน้าว่าวันไหน ชั่วโมงไหน จะสอบวิชาอะไรโดยทางการถือว่า นักเรียนนายร้อยตำรวจ ะต้องมีความรู้ดี ทุกลักษณะวิชาที่ผ่านการเรียนมาแล้วนักเรียนเก็งกันเอาเอง ส่วนการสอบภาคปลายก็พอจะคาดคะเนถูกต้อง เพราะวิชาที่สอบเหลือน้อยซึ่งการที่โรงเรียนกระทำเช่นนี้ในสมัยนั้นได้ผลดี ทำให้นักเรียนต้องเรียนรู้ดีทุกวิชาที่ผ่าน การเรียนการสอนมาแล้ว เมื่อสอบได้สำเร็จออกไปปฏิบัติหน้าที่ราชการก็จะมีภูมิความรู้ดี ปฏิบัติงานได้ถูกต้อง นำมาซึ่งเกียรติยศมาสู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ห้วยจรเข้ อำเภอสามพรานเป็นอย่างมาก

 

ปีพุทธศักราช ๒๔๙๘ โรงเรียนนายร้อยตำรวจได้ย้ายมาอยู่ที่ปทุมวันเป็นการชั่วคราวตามสถานการณ์ ซึ่งสมัยนั้นได้ชื่อว่าเป็นสมัยที่โรงเรียนต้องระหกระเหิน ทั้งนี้เป็นคำกล่าวอย่างเห็นอกเห็นใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สมัยพลเรือตรีหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งได้กล่าวในพิธีมอบกระบี่ให้แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจปทุมวัน รุ่นที่ ๑ ความว่า “นักเรียนนายร้อยตำรวจไม่มีสถานที่เรียนโดยเฉพาะ และขาดอุปกรณ์การเรียนเป็นอย่างมาก กรมตำรวจได้พิจารณาตามสภาพที่เป็นความจริงว่านักเรียนนายร้อยตำรวจคือพลัง เป็นเรือนร่างและสมองของกรมตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ที่ต้องออกไปรับใช้ชาติบ้านเมือง ในอนาคตซึ่งกรมตำรวจจะขาดเสียไม่ได้” ดังนั้นทางกรมตำรวจได้เพียงพยายามที่จะดำเนินการหาสถานที่เรียนให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงและสถิตสถาพรยั่งยืนต่อไปจนกระทั่ง ปีพ.ศ.๒๔๙๕ สมัยท่านพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ ท่านได้ริเริ่มดำเนินการก่อตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจแห่งใหม่ที่อำเภอ สามพราน จังหวัดนครปฐม โดยมีเนื้อที่ ๕๘๐ ไร่ ได้ก่อสร้างโรงเรียนนายร้อยตำรวจให้เป็นสถานที่ศึกษาอบรม อันมั่นคงถาวรตลอดไป โดยในวันอาทิตย์ที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๔๙๗ เวลา ๐๘.๐๐ น. นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ ๙, ๑๐ และ ๑๑ ได้เดินทางโดยขบวนรถยนต์ จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจปทุมวันไปตามถนนเพชรเกษม ในการเคลื่อนย้ายนี้ได้เชิญธงชัยเฉลิมพลพร้อมกับขบวนถึงอำเภอสามพราน เวลา ๑๐.๓๐ น. จากนั้น แต่ละกองร้อยก็แยกกันประจำที่พัก จึงนับว่าเป็นการเริ่มเข้ามาอยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน แห่งใหม่นี้ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน โดยในมหามหุติฤกษ์นี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ พระราชดำเนินเปิดโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อสถิตสถาพรตลอดกาล ณ เวลา ๑๔.๕๘ นาฬิกา พระราชทานกระแสพระราชดำรัสเปิดโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ว่า “โรงเรียนนายร้อยตำรวจเป็นหลักสำคัญสำหรับบ้านเมืองเพราะประชาราษฎรจักได้อาศัยเป็นที่พึ่ง ในยามมีทุกข์ร้อน บุคคลที่จะให้ผู้อื่นเข้าพึ่งอาศัยได้นั้นจำเป็นต้องเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษามีวิชาการและเป็นผู้ที่มี ศีลธรรมอันดีทุกประการการที่รัฐบาลของข้าพเจ้า ได้จัดสร้างโรงเรียนนายร้อยตำรวจขึ้นจึงเป็นการบำเพ็ญ กรณียกิจที่ควรชมเชยและขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยอันประเสริฐจงดลบันดาลให้โรงเรียนนายร้อยตำรวจ แห่งนี้สถิตสถาพรเป็นสง่าแก่ประเทศชาติ และเป็นสถาบันสำคัญสำหรับให้การศึกษาวิชาการตำรวจแก่บรรดา ผู้เข้าศึกษา ณ โรงเรียนแห่งนี้โดยทั่วกันเทอญ” สำหรับการศึกษาของนักเรียนนายร้อยตำรวจ ตั้งแต่รุ่น ๑ – ๙ เป็นหลักสูตรการเรียน ๓ ปี เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้รับประกาศนียบัตรออกไปรับราชการเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร

 

ต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๙๙ โรงเรียนนายร้อยตำรวจได้ปรับปรุงหลักสูตรใหม่โดยเพิ่มหลักสูตรการศึกษาใช้เวลาเรียน ๔ ปี และได้ดำเนินการเพื่อที่จะให้นักเรียนนายร้อยตำรวจได้รับปริญญาตรีตามหลักสูตรในมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ที่มีเวลาเรียน ๔ ปีเท่ากัน โดยได้ดำเนินการเสนอกระทรวงมหาดไทยเพื่อนำเสนอคณะรัฐบาลพิจารณา เสนอ สภานิติบัญญัติแห่งชาติออกกฎหมายกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ คือ “พระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการตำรวจ พ.ศ.๒๕๑๗” ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ หน้า ๑ เล่ม ๙๑ ตอนที่ ๑๓๖ วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๑๗ ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้บัญญัติให้ผู้สำเร็จวิชาการตำรวจ จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจของกรมตำรวจตามที่สภาการศึกษาโรงเรียนนายร้อยตำรวจกำหนด ได้รับปริญญา ทางรัฐประศาสนศาสตร์เรียกว่า “รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต” ใชัอักษรย่อว่า รป.บ.(ตร.) สภาการศึกษามีอำนาจ ให้ปริญญาตามพระราชบัญญัตินี้แก่ผู้ที่สำเร็จวิชาการจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งมีหลักสูตรการศึกษาและ วิทยฐานะเทียบเท่ากัน ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐) ในปีพ.ศ.๒๕๑๘ สภาการศึกษาโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้อนุมัติปริญญาให้แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจตั้งแต่รุ่นที่ ๑๐ ซึ่งสำเร็จเมื่อ ปีการศึกษา ๒๔๙๙ ซึ่งเป็นปีที่เริ่มเรียน ๔ ปีเป็นต้นมา ตามแบบมหาวิทยาลัยทั่วไป

 

ข้อมูลโดย กองสารนิเทศ ตร.

Share Button