POLICETV สถานีทีวีเพื่อประชาชน

ประวัติศาสตร์ “ตำรวจ” มาจากไหน? ทำไมเรียก“ตำรวจ”? ฟังจาก“จิตร ภูมิศักดิ์

เปิดอ่าน 807 views

“ตำรวจ”มาจากไหน? ทำไมเรียก“ตำรวจ”? ฟังจาก“จิตร ภูมิศักดิ์”

 

จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นนักคิดด้านการเมือง นักประวัติศาสตร์ และนักภาษาศาสตร์ นับเป็นนักปราชญ์และนักปฏิวัติทางความคิดและวิชาการคนสำคัญของประเทศไทย จิตรเป็นนักวิชาการคนแรก ๆ ที่กล้าถกเถียงและคัดค้านปราชญ์คนสำคัญ ด้วยวิธีคิดที่มีเหตุผลและลุ่มลึก มีความโดดเด่นจากผลงานการค้นคว้าทางวิชาการที่แปลกใหม่และลึกซึ้ง  ผลงานวิชาการของ จิตร ภูมิศักดิ์ ยังใช้อ้างอิงจนถึงทุกวันนี้ 

 

                                   ภาพบน : จิตร ภูมิศักดิ์ ถ่ายที่หน้าปราสาทนครวัด

 

อากาศคงคา กล่าวไว้ในเรื่อง ‘ประวัติตำรวจ’ ตอนหนึ่งว่า ‘ตำรวจ’ เป็นคำที่คิดตั้งขึ้นสมัยพระเจ้าบรมไตรโลกนารถ ข้อความนี้เป็นเนื้อหาสำคัญที่จะบันทึกต่อไป

๑. ‘ตำรวจ’ เป็นคำที่แผลงมาจาก ‘ตรวจ’ เป็นภาษาเขมรมาแต่เดิมมิใช่เป็นคำที่ไทยเราคิดขึ้นแล้วเขมรยืมไปใช้ หากเป็นคำเขมรที่ไทยยืมมา พยานที่ว่าคำทั้งสองนี้เป็นภาษาเขมรก็คือตัว ‘จ’ สะกด ถ้าเป็นคำไทยแล้ว คำสองคำนี้จะต้องมีรูปเป็น ‘ตรวด’ และ ‘ตำรวด’ (ด สะกด) เพราะหลักของไทยมาตรากด ต้องใช้ตัว ‘ด’ สะกดเสมอ ไม่ใช้ จ, ช, ฎ, ฏ, ฐ, ฑ, ถ, ท, ศ ฯลฯ สะกดเลย (หากจะมีบ้างก็เป็นกรณีพิเศษที่เรามาดัดแปลงใช้เข้ากับความนิยมของอักขรวิธีเขมรและมคธสันสกฤตในชั้นหลัง)

 

๒. ‘ตำรวจ’ เป็นคำที่เขมรคิดแผลงใช้กันมาแต่โบราณครั้งแรกสร้างนครธมเป็นราชธานี (พ.ศ. ๑๔๓๒) ยังมีคำสัตย์สาบานของตำรวจเขมรโบราณจารึกปรากฏอยู่ที่ประตูพระราชวังมนนครธมจนบัดนี้ แสดงว่า ‘ตำรวจ’ เป็นคำที่มีใช้มาในกัมพูชาประเทศก่อนแล้ว ไทยจึงขอยืมมาใช้ มิใช่ไทยจะเป็นผู้คิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถดังที่ ‘อากาศคงคา’ กล่าวไว้

 

๓. ในประเทศไทย ศิลาจารึกภาษาเขมรที่พบ ณ เมืองลพบุรี ซึ่งพวกเขมรจารึกไว้ (แต่ครั้งเป็นใหญ่ครอบครองดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา) ในราว พ.ศ. ๑๕๖๕-๑๖๐๐ (คือศิลาจารึกหลักที่ ๒๐ และ ๒๑ ใน ‘ประชุมจารึกสยาม’ ภาคที่ ๒ จารึกกรุงทวารวดี เมืองละโว้ และเมืองประเทศราชขึ้นแก่กรุงศรีวิชัย ของศาสตราจารย์ยอช เซเดส์) ก็ปรากฏว่ามีขุนนางพวก ‘ตำรวจ’ ประจำอยู่ ณ เมืองละโว้ เรียกในจารึกว่า ‘ตมฺรฺวจวิษย’ (ตำรวจวิษัย) ตัวอักษรในจารึกเป็นดังรูปนี้

 

‘ตำรวจวิษัย’ นี้ ศาสตราจารย์ยอช เซเดส์ สันนิษฐานไว้ว่า “เห็นจะเป็นตำแหน่งข้าราชการในราชสำนักซึ่งว่าราชการเมือง”

 

๔. คำว่า ‘ตำรวจวิษัย’ นั้น ผู้บันทึกเข้าใจว่าจะเป็นชื่อตำรวจประเภทหนึ่งของเขมร อย่างตำรวจของเราก็มีประเภท ภูธร และนครบาล (หรือ ภูธร และ ภูบาล ตามทำเนียมเดิม) ที่กล่าวเช่นนี้เป็นเพราะสังเกตได้จากคำ ‘วิษัย’ ซึ่งแปลว่า เมือง, เขต, แดน ตำรวจวิษัยก็คือตำรวจในเมืองหรือประจำเมืองคือพวกนครบาลอย่างนี้กระมัง? ในจารึกภาษาเขมรที่ปราสาทสด๊อกก๊อกธม จารึกราว พ.ศ. ๑๕๐๐-๑๖๐๐๑ มีตำแหน่งขุนนางเขมรตำแหน่ง ๑ เรียกว่า โฉลญ (เฉฺลาญ์) มี ๒ ประเภทคือ โฉลญพลคู่กับโฉลญวิษัย (เฉฺลาญ์วล-เฉฺลาญ์วิษย) ด้วยเหตุนี้จึงเข้าใจว่า ‘ตำรวจวิษัย’ เป็นประเภท ๑ ของขุนนางตำรวจ คงจะเป็นคู่กันกับ ‘ตำรวจพล’ พล แปลว่า ทหาร, กำลัง, ตำรวจพลก็คือตำรวจที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการปราบปรามใช้กำลังคล้ายทหารจะลองแบ่งออกเป็นประเภทดังนี้

 

ก. ตำรวจวิษัย : คือตำรวจพวกที่ทำการดูแลทุกข์สุขของราษฎรภายในเมืองหรือภายในประเทศ ทำนองข้าราชการตำรวจกึ่งพลเรือน บางทีตำรวจวิษัยอาจจะทำหน้าที่เป็นข้าราชการพลเรือนโดยตรงก็ได้ อย่างเช่นตอนแรกสร้างกรุงศรีอยุธยาก็ปรากฏในพระราชพงศาวดารว่าพระเจ้าอู่ทองโปรดให้สร้าง ‘ขุนตำรวจ’ ไปตรวจที่ทางทำเลจะสร้างพระนคร ถ้าว่าอย่างจีนก็อาจจะเป็นฝ่าย ‘บุ๋น’

 

ข. ตำรวจพล : เห็นจะเป็นพวกใช้กำลังปราบปรามทั้งภายในและภายนอกอาณาจักร เวลาสงครามก็ออกทำการรบอย่างทหารด้วย เช่นเดียวกับตำรวจของไทยสมัยก่อนเวลามีสงครามก็ออกรบเสมอ เช่น พระยาอภัยรณฤทธิ์ (จางวางกรมพระตำรวจขวา) เป็นต้น ถ้าจะเทียบอย่างจีนก็เป็นฝ่าย ‘บู๊’

 

๕. ตามที่ผู้บันทึกแบ่งตำรวจออกเป็น ๒ ประเภทคือ ตำรวจพลและตำรวจวิษัยนั้นเป็นเพียงเดา ไม่รับรองว่าจะถูก เพราะยังไม่มีเวลาค้นศิลาจารึกเขมรได้ทั่วถึง ว่ามีตำรวจพลคู่กับตำรวจวิษัยหรือไม่ ด้วยการบันทึกนี้กระทำโดยกระทันหัน.

 

อนึ่ง นอกจากจะมีหลักฐานอ้างอิงว่าตำแหน่งโฉลญยังมีโฉลญวิษัยคู่กับโฉลญพลแล้ว ในจารึกเขมรโบราณยังมีตำแหน่ง โขลญ (เขฺลาญ์) อีกตำแหน่ง ๑ ซึ่งเคยพลว่ามีโขลญพล (เขฺลาญ์วล) อาจจะเป็นคู่กับโขลญวิษัยก็ได้ แต่ผู้บันทึกยังไม่เคยพบคำโขลญวิษัย.

ภาพตำรวจวัง จากเวปไซด์ reurnthai

 

‘ตำรวจวิษัย’ นี้ ศาสตราจารย์ยอช เซเดส์ สันนิษฐานไว้ว่า “เห็นจะเป็นตำแหน่งข้าราชการในราชสำนักซึ่งว่าราชการเมือง”

๔. คำว่า ‘ตำรวจวิษัย’ นั้น ผู้บันทึกเข้าใจว่าจะเป็นชื่อตำรวจประเภทหนึ่งของเขมร อย่างตำรวจของเราก็มีประเภท ภูธร และนครบาล (หรือ ภูธร และ ภูบาล ตามทำเนียมเดิม) ที่กล่าวเช่นนี้เป็นเพราะสังเกตได้จากคำ ‘วิษัย’ ซึ่งแปลว่า เมือง, เขต, แดน ตำรวจวิษัยก็คือตำรวจในเมืองหรือประจำเมืองคือพวกนครบาลอย่างนี้กระมัง? ในจารึกภาษาเขมรที่ปราสาทสด๊อกก๊อกธม จารึกราว พ.ศ. ๑๕๐๐-๑๖๐๐๑ มีตำแหน่งขุนนางเขมรตำแหน่ง ๑ เรียกว่า โฉลญ (เฉฺลาญ์) มี ๒ ประเภทคือ โฉลญพลคู่กับโฉลญวิษัย (เฉฺลาญ์วล-เฉฺลาญ์วิษย) ด้วยเหตุนี้จึงเข้าใจว่า ‘ตำรวจวิษัย’ เป็นประเภท ๑ ของขุนนางตำรวจ คงจะเป็นคู่กันกับ ‘ตำรวจพล’ พล แปลว่า ทหาร, กำลัง, ตำรวจพลก็คือตำรวจที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการปราบปรามใช้กำลังคล้ายทหารจะลองแบ่งออกเป็นประเภทดังนี้

 

ก. ตำรวจวิษัย : คือตำรวจพวกที่ทำการดูแลทุกข์สุขของราษฎรภายในเมืองหรือภายในประเทศ ทำนองข้าราชการตำรวจกึ่งพลเรือน บางทีตำรวจวิษัยอาจจะทำหน้าที่เป็นข้าราชการพลเรือนโดยตรงก็ได้ อย่างเช่นตอนแรกสร้างกรุงศรีอยุธยาก็ปรากฏในพระราชพงศาวดารว่าพระเจ้าอู่ทองโปรดให้สร้าง ‘ขุนตำรวจ’ ไปตรวจที่ทางทำเลจะสร้างพระนคร ถ้าว่าอย่างจีนก็อาจจะเป็นฝ่าย ‘บุ๋น’

 

ข. ตำรวจพล : เห็นจะเป็นพวกใช้กำลังปราบปรามทั้งภายในและภายนอกอาณาจักร เวลาสงครามก็ออกทำการรบอย่างทหารด้วย เช่นเดียวกับตำรวจของไทยสมัยก่อนเวลามีสงครามก็ออกรบเสมอ เช่น พระยาอภัยรณฤทธิ์ (จางวางกรมพระตำรวจขวา) เป็นต้น ถ้าจะเทียบอย่างจีนก็เป็นฝ่าย ‘บู๊’

 

๕. ตามที่ผู้บันทึกแบ่งตำรวจออกเป็น ๒ ประเภทคือ ตำรวจพลและตำรวจวิษัยนั้นเป็นเพียงเดา ไม่รับรองว่าจะถูก เพราะยังไม่มีเวลาค้นศิลาจารึกเขมรได้ทั่วถึง ว่ามีตำรวจพลคู่กับตำรวจวิษัยหรือไม่ ด้วยการบันทึกนี้กระทำโดยกระทันหัน.

 

อนึ่ง นอกจากจะมีหลักฐานอ้างอิงว่าตำแหน่งโฉลญยังมีโฉลญวิษัยคู่กับโฉลญพลแล้ว ในจารึกเขมรโบราณยังมีตำแหน่ง โขลญ (เขฺลาญ์) อีกตำแหน่ง ๑ ซึ่งเคยพลว่ามีโขลญพล (เขฺลาญ์วล) อาจจะเป็นคู่กับโขลญวิษัยก็ได้ แต่ผู้บันทึกยังไม่เคยพบคำโขลญวิษัย.

อย่างไรก็ตาม เมื่อตำแหน่ง โฉลญยังมีโฉลญพล โฉลญวิษัยแล้ว ตำแหน่งโขลญพลที่ได้พบจึงน่าจะเป็นคู่กับโขลญวิษัย และตำแหน่งตำรวจวิษัยที่ได้พบแล้วก็น่าจะมีตำรวจพลเป็นคู่.

๖. ศิลาจารึกภาษาเขมรที่พบที่จังหวัดลพบุรี (คือหลักที่ ๒๑ ในประชุมจารึกสยามภาค ๒) มีคำ ‘โฉลญตำรวจวิษัย’ (เฉฺลาญ์ตมฺรฺจจ์วิษย) เห็นจะเป็นยศตำรวจชั้นสูงขึ้นขึ้นไปอีกจึงเอาตำแหน่ง โฉลญ กับ ตำรวจ รวมกันเป็นตำแหน่งเดียว การรวมตำแหน่งหรือบรรดาศักดิ์สองที่เข้าด้วยกันเป็นบรรดาศักดิ์ใหม่สูงขึ้นไปนั้นเขมรโบราณนิยมมาก เช่น มรตาญ (มฺรตาญ์) เป็นตำแหน่ง ๑ โขลญตำแหน่ง ๑ เอามารวมกันเป็นตำแหน่งใหม่ว่า ‘มรตาญโขลญ’

อนึ่ง ตำแหน่งขุนนางเขมรโบราณนั้น ตามที่ได้พบในจารึกบรรดาศักดิ์มักจะตั้งล้อกันขึ้นไป เช่น เตง-เสฺเตง-กมฺสเตง-เสตงอัญ-กมฺรเตง-กมฺรเตงอัญ-โลญ-โฉลญ-โขลญ ดังนี้เป็นต้น.

ด้วยเหตุนี้ตำแหน่ง ‘โฉลญตำรวจ’ จึงควรจะเป็นตำแหน่งเหนือ ‘ตำรวจ’ ขึ้นไปอีกชั้น ๑ แต่ก็ยังไม่แน่นัก ‘โฉลญตำรวจ’ อาจเป็นบรรดาศักดิ์ทั้งตำรวจและพลเรือน ซึ่งบุคคลผู้เดียวได้รับยศทั้งสองฝ่าย อย่างอำมาตย์เอก พระยา- – -หรือ พลเอก พระยา- – -ของเราก็ได้.

๗. สรุปแล้วจะเห็นได้ชัดว่า ตำรวจมิใช่คำที่ไทยคิดขึ้นใหม่ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ และขุนนางพวก ‘ตำรวจ’ มีมาในเมืองเขมรก่อน.

การปกครองบ้านเมืองของไทยสมัยต้นอยุธยานั้น เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เอาแบบอย่างเขมรมาปรับปรุงใช้เป็นส่วนมาก ดังนั้นจึงเป็นที่เชื่อได้ว่าเราได้อย่างขุนนางตำรวจมาจากเขมร แม้ทางราชการทหาร ตำแหน่งหรือคำ ‘กระลาโหม’ ของเราก็เคยมีมาแล้วในประเทศเขมรครั้งนครธม ซึ่งจารึกภษาเขมรเรียกว่า ‘พระกระลาโหม’ (วฺระกฺลาเหาม์)

 

 

อย่าไรก็ตาความหมายของคำว่า ” ตำรวจ ” และ  POLICE  ได้ระบุไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2525 คือ  “เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ตรวจตรารักษาความสงบ จับกุม และปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย”  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ตำรวจ ก็คือ ผู้มีหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ ตามที่ได้ยินได้ฟังกันอยู่เสมอ

คำว่า “พิทักษ์” แปลว่า ดูแลคุ้มครอง พลเมืองของประเทศ ดังนั้น ตำรวจจึงเป็นผู้ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงในการดูแลคุ้มครอง ให้เกิดความสงบสุขแก่พลเมืองของประเทศ  

 ประเสริฐ เมฆมณี  ได้ให้ความหมายของคำว่า “ตำรวจ” ว่าคำนี้ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “POLICE” มีพื้นฐานมาจากคำว่า “WATCH MAN” โดย หมายถึง ผู้ตรวจตรา ซึ่งถือกำเนิดมาจาก “การจัดระบบตรวจตรา และคุ้มครอง” (WATCH ANDWARD SYSTEN) ของตำรวจอังกฤษ   และยังมีประวัติความเป็นมาคล้ายคลึงกับคำว่า “RATTLE WATH” หรือหน่วยตรวจตราคุ้มภัยแก่ประชาชนของตำรวจสหรัฐอเมริกาแต่เดิมด้วยนอกจากนี้แล้ว ยังได้มีการวิเคราะห์ความหมายของตำรวจ แยกเป็นรายตัวสระ และอักษร คำว่า POLICE นี้ พระเจ้าชาร์ล ที่ 5 แห่งประเทศฝรั่งเศส ได้ทรงวิเคราะห์ศัพท์ แยกเป็นรายอักษร ดังนี้

P  มาจาก Politeness หมายถึง ความสุภาพเรียบร้อย

O  มาจาก Obedience หมายถึง เชื่อฟังคำสั่ง

L  มาจาก Legal Knowledge หมายถึง รู้กฎหมาย

I  มาจาก Investigation หมายถึง การสืบสวน สอบสวน

C  มาจาก Cooperation หมายถึง ความร่วมมือ สามัคคี ในหน้าที่

E  มาจาก Energy หมายถึง ความเข้มแข็ง ต่อการงานในหน้าที่

นอกจากนั้น ได้พิจารณาวิเคราะห์ความหมายของคำว่า “ตรวจ” ซึ่งต่อมาได้แปลงเป็น “ตำรวจ” ได้ดังนี้

“ต” หมายถึง ตรวจตรา จับกุม ผู้กระทำผิดตามหน้าที่

“ ำ” หมายถึง อำนวยความสะดวกให้ประชาชน

“ร” หมายถึง ระงับเหตุ รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

“ว” หมายถึง วาจาดี มีกริยาสุภาพ

“จ” หมายถึง จรรยาดี มีศีลธรรม

 

ภาพ : การสาธิตการอารักขาบุคคลสำคัญของตำรวจสันติบาล  

ภาพโดย POLICE TV

 

หน้าที่ และความรับผิดชอบของตำรวจ

ตามประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี เล่มที่ 1 ภาคที่ 1 ลักษณะ 1 บทที่ 1 โดยกำหนดหน้าที่ทั่วไปของกรมสำนักงานไว้ดังนี้

  1. รักษาความสงบเรียบร้อยทั้งภายใน และภายนอกเพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน
  2. รักษากฎหมาย ที่เกี่ยวแก่การกระทำผิดในทางอาญา
  3. บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่ประชาชน
  4. 4. ดูแลรักษาผลประโยชน์ของสาธารณะ

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ.2478 กำหนดถึงอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ไว้พอสรุปได้ดังนี้

  1. ตำรวจ เป็นเจ้าพนักงาน ผู้มีหน้าที่รักษาความสงบของประชาชน
  2. ตำรวจ เป็นพนักงานสอบสวน ย่อมมีอำนาจสอบสวนคดีอาญา ภายในเขตอำนาจของตนตามที่กำหนดไว้ ในประกาศกระทรวงมหาดไทย
  3. อำนาจการจับกุม ผู้กระทำผิดในคดีอาญา อาจเป็นทั้งในกรณีที่มีหมายค้น และไม่มีหมายจับรวมถึงการค้นตัวในที่สาธารณสถาน
  4. อำนาจควบคุมตัวผู้กระทำผิด ที่ถูกจับไว้ได้ตามกำหนด เวลา ที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
  5. อำนาจตรวจค้นเคหสถาน ที่อยู่อาศัย และสำนักงานของบุคคล อันเป็นที่รโหฐาน ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

 

 

เชิงอรรถ

  • Le Cambodge Vol.II : Les provinces Siamoises par Etienne Aymonier หรือ Bulletin de L’ecole Française D’extreme Orient, Tome XV 1915.
  • ขอบคุณข้อมูลจาก silpa-mag
  • http://donsak.suratthani.police.go.th/Na1.htm
Share Button