POLICETV สถานีทีวีเพื่อประชาชน

จับจริง!!!-จ่ายจริง!!! “ตร.แถลงผลการป้องกันปราบปรามเด็กแว้น” วอนดูแลบุตรหลานไม่ให้ออกไปแว้น!!!!

เปิดอ่าน 119 views

วันศุกร์ที่ 13 กันยายน 2562 เวลา 13.30 น. พลตำรวจโท ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/หัวหน้าคณะทำงานฯ พร้อมด้วย พลตำรวจโท มนตรี ยิ้มแย้ม จเรตำรวจ/รองหัวหน้าคณะทำงานฯ และ พลตำรวจตรี ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน/คณะทำงานฯ ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าในการจ่ายเงินค่าตอบแทนแข่งขันรถในทาง และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติผลการดำเนินการ ระหว่างวันที่ 3 – 10 ก.ย.62 มีประชาชนส่งข้อมูลเบาะแสการแข่งรถในทางและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง รวม 188 ราย ดังนี้ ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 จำนวน 160 ราย ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน 1599 จำนวน 11 ราย ศูนย์โซเชียลมีเดีย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 17 ราย ประสงค์ของรับเงินรางวัล 11 ราย

ตามที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่งตั้งให้ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะทำงานป้องกัน และปราบปรามการแข่งรถในทางและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งมีแนวคิดที่จะให้ประชาชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมสอดส่องและแก้ไขปัญหาร่วมกับตำรวจ โดยการมอบเงินค่าตอบแทนให้แก่ประชาชนผู้ให้ข้อมูลข่าวสารหรือเบาะแสการกระทำความผิดแข่งรถในทาง อันนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิด จึงมอบหมายให้ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการบูรณาการความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุทางถนน (บปถ.) เพื่อพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินตอบแทนบุคคลภายนอกผู้ให้ข้อมูลข่าวสารหรือเบาะแสการแข่งรถในทางและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง และได้เริ่มดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ ๓ ก.ย.๖๒ เป็นต้นมา

โดยมีหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินค่าตอบแทนบุคคลภายนอกผู้ให้ข้อมูลข่าวสารหรือเบาะแสการแข่งรถในทางและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง มีสาระสำคัญโดยสังเขป ดังนี้๑. เงินค่าตอบแทนฯ ให้เบิกจ่ายจากเงินนอกงบประมาณที่มีผู้บริจาคให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อใช้ในกิจการด้านการจราจรเพื่อความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุทางถนน จำนวน 3,000 บาท ต่อ 1 เหตุโดยให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 12 วัน นับแต่มีการจับกุม โอนเข้าบัญชีระบุชื่อของผู้ให้ข้อมูลข่าวสารหรือเบาะแส โดยตรง

2. ต้องเป็นการแจ้งข้อมูลข่าวสารหรือเบาะแส และจับกุม หรือได้ตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ในข้อหาความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้แก่

2.1 การแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือ

2.2 การขับรถในลักษณะที่ผิดปกติวิสัยของการขับรถตามธรรมดา หรือ

2.3 การขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น หรือ

2.4 เป็นผู้จัด สนับสนุน หรือส่งเสริมให้มีการแข่งรถในทาง (admin page)

3. เป็นการแจ้งผ่านทาง ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ,ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน 1599 หรือศูนย์โซเชียลมีเดีย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และต้องเป็นการแจ้งโดยประชาชนผู้พบเห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง (เป็นประจักษ์พยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง มิใช่พยานบอกเล่า) แต่หากผู้แจ้งรายใดไม่ประสงค์จะรับเงินค่าตอบแทนฯ ก็สามารถแจ้งยืนยันความประสงค์ดังกล่าวไว้ในขณะแจ้งเหตุได้

4. ข้อมูลข่าวสารหรือเบาะแสที่แจ้ง ควรจะต้องประกอบด้วย วันเวลาเกิดเหตุ , สถานที่เกิดเหตุ,พฤติการณ์ในการกระทำความผิด การก่อเหตุ การรวมตัว หรือการมั่วสุม, ประเภท และจำนวนยานพาหนะ ที่กระทำความผิด โดยประมาณ (เท่าที่ทราบ), ชื่อ สกุล บุคคล กลุ่มบุคคล กลุ่มแก๊ง ชื่อฉายา ของผู้ที่กระทำความผิด (เท่าที่ทราบ), เขตพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจใด (เท่าที่ทราบ), ภาพถ่าย หรือคลิปประกอบ (หากมี), ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และหมายเลขโทรศัพท์ ผู้ให้ข้อมูลข่าวสารหรือเบาะแส ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบแล้ว โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.62 และได้มีหนังสือกำชับให้ บช.น., ภ.1-9 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัด ตร. ทราบถึงมาตรการดังกล่าว

มีการดำเนินคดีตามกฎหมายและจ่ายเงินค่าตอบแทนฯให้แก่ผู้แจ้งเบาะแสแล้ว จำนวน 3 ราย ดังนี้

1. ภ.จว.กำแพงเพชร มีประชาชนได้แจ้งข้อมูลเบาะแสว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Natsanai manee

โพสต์ภาพการแข่งรถในทาง เป็นภาพรถจักรยานยนต์หลายคัน โดยรถจักรยานยนต์หนึ่งคันขับขี่ยกล้อหน้า

และมีข้อความโพสต์ยุยุงส่งเสริมให้ผู้ติดตามรวมตัวกันแข่งรถ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนได้สืบสวนทราบตัวผู้โพสต์ จึงได้กล่าวโทษต่อ พงส.สภ.เมืองกำแพงเพชร และเชิญผู้โพสต์มาพบ พงส. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ฐานสนับสนุนหรือส่งเสริมให้มีการแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต และให้การรับสารภาพ ทางคดี พงส. มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134 วรรค 2 และเมื่อวันที่ 12 ก.ย.62 ได้โอนเงินค่าตอบแทนฯ แก่ผู้ให้เบาะแส ผ่านบัญชีธนาคารกรุงเทพ แล้ว

สถิติการรับแจ้งเหตุแข่งรถในทางของศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ของ บช.น. เปรียบเทียบ 4 ห้วงเวลา ได้แก่ (๑) ห้วงก่อนการใช้มาตรการ (๑-๒๖ มิ.ย.๖๒) มีการรับแจ้งเหตุ 405 ครั้ง, (2) ห้วงหลังการ ใช้มาตรการ ก่อนการแถลงข่าวผลการปฏิบัติงาน (27 มิ.ย.- 31 ก.ค.62) มีการรับแจ้งเหตุลดลงเหลือ 114 ครั้ง คิดเป็นลดลงเหลือ 20% , (3) ห้วงหลังการใช้มาตรการและหลังแถลงข่าว (1 ส.ค.- 31 ส.ค.62) มีการรับแจ้งเหตุลดลงเหลือ 42 ครั้ง คิดเป็นลดลงเหลือ 10% และวันที่ 1- 11 ก.ย.62 มีการรับแจ้งเหตุจำนวน 10 ครั้ง

2. ภ.จว.ชลบุรี มีประชาชนได้แจ้งข้อมูลเบาะแสว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค.62 เวลาประมาณ 13.24 น. มีแอดมินเพจในเพจ “Kingfastnight” ได้โพสต์ภาพการรวมตัวของการแข่งรถในทางจำนวนหลายรูป และมีข้อความยุยุงส่งเสริมให้ผู้ติดตามรวมตัวกันแข่งรถในทาง ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.ชลบุรี ได้สืบสวนทราบตัวผู้โพสต์ ฝ่ายสืบสวนจึงได้กล่าวโทษต่อ พงส.สภ.เมืองชลบุรี และเชิญผู้โพสต์มาพบ พงส. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนหรือส่งเสริมให้มีการแข่งรถในทาง ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ทางคดี พงส. มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134 วรรค 2 และเมื่อวันที่ 12 ก.ย.62 ได้โอนเงินค่าตอบแทนฯ แก่ผู้ให้เบาะแสผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย แล้วผลคดี ศาลแขวงชลบุรีพิพากษาจำคุก 1 เดือน ปรับ 2,000 บาท (รอการลงโทษกำหนด 1 ปี)

3. ภ.จว.สระบุรี เมื่อวันที่ 10 ก.ย.62 ได้รับแจ้งจากประชาชนว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “สช.แก่งคอย” โพสต์ข้อความยุยุงส่งเสริมให้ผู้ติดตามรวมตัวกันแข่งรถในทาง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 ส.ค.62 เวลากลางคืน จึงได้สืบสวนจนทราบตัวผู้โพสต์ข้อความ ฝ่ายสืบสวนจึงได้กล่าวโทษต่อ พงส.สภ.แก่งคอย จว.สระบุรี และเชิญ ผู้โพสต์มาพบ พงส. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนหรือส่งเสริมให้มีการแข่งรถในทางฯ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ทางคดี พงส. มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134 วรรค 2 และเมื่อวันที่ 12 ก.ย.62 ได้โอนเงินค่าตอบแทนฯ แก่ผู้ให้เบาะแสผ่านบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา แล้วมีการจับกุมแล้ว 3 ราย แต่อยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารยื่นขอเบิกเงินฯ คือ

สน.วังทองหลาง ประชาชนแจ้งผ่านศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. ว่ามีผู้กระทำผิดขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ขับรถในลักษณะผิดปกติวิสัย (ยกล้อ) โดยมีคลิปประกอบ เหตุเกิดบริเวณ ซ.ลาดพร้าว 80 แยก 6 แขวง/เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ก.ย.62 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนจนรู้และพบตัวผู้กระทำผิด จึงได้นำตัวมาที่ สน.วังทองหลาง ดำเนินคดีตามกฎหมาย ตามข้อหาข้างต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ และได้นำตัวส่งพนักงานอัยการเพื่อฟ้องคดีต่อศาลเยาวชนและครอบครัวฯ-สภ.เมืองลำพูน ประชาชนแจ้งผ่านศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. เป็นคลิปกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์มาตามถนน ในลักษณะไม่คำนึงถึงความปลอดภัย จึงดำเนินคดีข้อหาร่วมกันขับรถ โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ปรากฏคลิปเมื่อวันที่ 8 ก.ย.62 ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ก.ย.62 ผู้ต้องหารวม 4 คน (เยาวชนอายุ 14 ปี) ได้เข้ามอบตัวต่อ พงส. รับทราบข้อกล่าวหาและให้การ รับสารภาพทางคดีอยู่ระหว่างการสืบเสาะ

 สภ.บางบัวทอง ประชาชนแจ้งผ่านศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. ใช้เฟซบุ๊กชื่อ แบงค์ เมื่องนนท์เป็น Admin Page ”สายชิว รถซิ่งประเทศนนท์” โพสต์ข้อความชักชวนให้มีการออกมาแข่งรถหลายครั้ง จึงทำการสืบสวนสอบสวนจนทราบตัวผู้ที่ใช้ชื่อเฟซบุ๊กดังกล่าว และขอออกหมายจับต่อศาลแขวงนนทบุรี ได้ออกหมายจับในฐานความผิด เป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิด ขับรถจักรยานยนต์โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองหรือผู้อื่นในทางสาธารณะ ชักชวนบุคคลและกลุ่มวัยรุ่นออกมาขับขี่รถจักรยานยนต์ ก่อความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน ต่อมาวันนี้ 11 ก.ย. 62 เวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางแม่นาง ทำการจับกุมตัวผู้กระทำผิดได้ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การรับสารภาพสำหรับผู้ที่แจ้งเบาะแสอีกจำนวนมากที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีได้ ถือว่าท่านเป็นพลเมืองดีช่วยเหลือสังคมและทางราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอความร่วมมือจากประชาชนทุกท่านขอให้ร่วมกันสอดส่องและแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดต่อไป

 

อนึ่ง ผลการจับกุม ตั้งแต่ ๒๗ มิ.ย.๖๒ – ๘ ก.ย.๖๒ ในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีดังนี้

• แข่งรถในทางและขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยฯ 592 ราย

• สนับสนุนให้มีการแข่งรถหรือให้ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย 175 ราย

• ดำเนินคดีบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก 219 ราย

• ดำเนินการตามคำสั่ง หน.คสช. ที่ 22/2558 และ 46/2558 13,163 ราย

(ว่ากล่าวตักเตือนหรือทำทัณฑ์บน)

5. ดำเนินคดี ร้านขาย/ดัดแปลง รถหรืออุปกรณ์ 221 ราย

ตรวจค้น/ประชาสัมพันธ์ ร้านขาย/ดัดแปลง รถหรืออุปกรณ์ 24,836 ร้าน

6. ตรวจพบท่อไอเสียไม่ได้มาตรฐาน 9,338 ชิ้น

7. ความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก และ พ.ร.บ.รถยนต์ ที่เกี่ยวข้อง 218,615 ราย

8. ดำเนินคดีกับ Admin Page 68 ราย

9. ตรวจยึดรถยนต์ 1,040 คัน

รถจักรยานยนต์ 56,853 คัน

10. ความผิดอื่นๆ 74 ราย

11. จัดทำประวัติผู้กระทำผิดและผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะแข่งรถในทาง 40,222 ราย

12. กรณีจับกุมผู้ต้องหาส่งฟ้องศาล และศาลมีคำสั่งให้ริบรถของกลาง 59 คัน

อย่างไรก็ตามมีคดีที่น่าสนใจจากการแจ้งเบาะแสการแข่งรถในทางฯ ที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์การการจ่ายเงินค่าตอบแทนบุคคลภายนอกผู้ให้ข้อมูลข่าวสารหรือเบาะแสฯ แต่เป็นผลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถขยายผลการจับกุมในคดีอื่นที่เกี่ยวข้องได้ เช่น สภ.เมืองไหม จว.ขอนแก่น จับกุมยาบ้า 997 เม็ด และไอซ์ น้ำหนัก 0.6 กรัม, สภ.เมืองหนองบัวลำภู จับกุมผู้ต้องหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอประชาสัมพันธ์ และขอความร่วมมือมายังพี่น้องประชาชนหากพบเห็น หรือมีเบาะแสเกี่ยวกับการรวมกลุ่มหรือมั่วสุมในลักษณะหรือพฤติการณ์ที่น่าจะเป็นการนำไปสู่การแข่งรถในทางหรือความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าว สามารถแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสได้ทางสายด่วน 1599 ศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 และส่งคลิปวิดีโอแจ้งข้อมูลเบาะแส ที่เกี่ยวข้องให้ตำรวจทราบ ในช่องทางเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์โซเซียลมีเดีย ศปก.ตร.

สถิติการรับแจ้งเหตุแข่งรถในทางของศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ของ บช.น. เปรียบเทียบ 4 ห้วงเวลา ได้แก่ (๑) ห้วงก่อนการใช้มาตรการ (๑-๒๖ มิ.ย.๖๒) มีการรับแจ้งเหตุ 405 ครั้ง, (2) ห้วงหลังการ ใช้มาตรการ ก่อนการแถลงข่าวผลการปฏิบัติงาน (27 มิ.ย.- 31 ก.ค.62) มีการรับแจ้งเหตุลดลงเหลือ 114 ครั้ง คิดเป็นลดลงเหลือ 20% , (3) ห้วงหลังการใช้มาตรการและหลังแถลงข่าว (1 ส.ค.- 31 ส.ค.62) มีการรับแจ้งเหตุลดลงเหลือ 42 ครั้ง คิดเป็นลดลงเหลือ